หนึ่งในวิธีทำใจกับการอกหักได้เร็วขึ้น

พยายามอยู่ฝ่ายเดียว หนึ่งในวิธีทำใจกับการอกหักได้เร็วขึ้น

ทุกคนที่มีคนรักหรือครอบครัวแล้วเป็นธรรมดาที่จะพยายามทำทุกอย่างที่จะนำสิ่งดีๆมาให้คนที่รักเป็นเรื่องปกติของคนที่รักกันจริงๆนะ แต่บางครั้งการที่มอบสิ่งเหล่านั้นนานๆเข้าอาจจะทำให้รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เคยมอบอะไรให้เราเลย ตรงจุดนี้ก็ต้องดูกันดีๆอีกเช่นกัน การมอบสิ่งดีๆนั้นมีหลายรูปแบบมากๆ

เพียงแค่ต้องพิจารณาสิ่งที่เขาให้มาว่าเป็นแบบไหน บางครั้งอาจจะเป็นการพยายามหาเงินมาเลี้ยงปากท้องครอบครัวหรือคนรัก อันนี้ก็เข้าใจได้ง่ายอยู่อย่าได้น้อยใจไปเลย แต่มันก็มีแบบที่ว่าพยายามฝ่ายเดียวจริงๆ ส่วนมากแล้วจะเป็นความรักที่เกิดขึ้นชั่วคราวของอีกฝ่ายนั้นเอง พอเวลาผ่านไปก็รู้สึกไม่ได้อยากทำอะไรให้แล้วล่ะ แบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับคนรักกันแล้ว

การรักกันนั้นมักมีนิยามที่ว่า ความรักไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่เอาจริงๆแล้วเป็นคำที่อันตรายมากเลย เพราะอาจทำให้ฝ่ายที่มอบให้ก็มอบให้ไม่มีสิ้นสุด กับอีกฝ่ายไม่เคยคิดจะทำอะไรให้เลย มันไม่ใช่การหวังสิ่งตอบแทนหรอกนะ แต่คนรักกันควรใช้นิยามนี้ทั้งคู่ เราควรจะมองอีกนิยามนึงด้วย นั้นคือ ตบมือข้างเดียวนั้นไม่ดัง

ถ้าเกิดว่าฝ่ายที่มอบความรักและสิ่งดีๆให้อยู่ตลอดแล้วไม่ได้มีอะไรทำให้มีความสุขกลับมาเลย ก็จะเป็นการทำลายชีวิตของคนนั้นเช่นกัน ลองถามตัวเองให้ดีว่าสิ่งที่เราให้ไปนั้นที่มากด้วยความรักและความรู้สึกเขาอีกฝ่ายนั้นได้เห็นค่าของมันบ้างไหม ถ้าไม่เห็นค่ากันเลยก็เรียกได้ว่าอย่ามีเขาจะดีกว่านะ

สู้เรานำไปมอบให้คนที่เห็นค่าในสิ่งที่เราให้จะดีกว่ามาก ความรักนั้นมันซับซ้อนทุกอย่างต้องพิจารณาให้ดีว่าเป็นไปตามที่คนรักควรจะทำกันหรือปล่าว ถ้าเห็นว่าไม่มีจุดไหนใช่เลยก็แสดงว่าเรานั้นพยายามอยู่ฝ่ายเดียวแล้วก็ไม่ควรเสียความรู้สึกดีๆต่อไป

 

 

ขอบคุณ  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100   ที่ให้การสนับสนุน

ชำแหละสังคม

สรุปปัญหาสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมานั้นได้มีการวิเคราะห์และสรุปประเด็นปัญหาต่างๆในสังคมไทยออกมาแล้วนั้นโดยได้ประเด็นสำคัญต่างๆและสรุปประเด็นต่างๆดังนี้ เลยจะยกตัวอย่างก่อนว่าหากเราป่วยเป็นโรคไต เราจะมีอาการต่างๆเมื่อเรากินยาหรือกินน้ำนั้นก็อาจจะทำให้อาการของเราทุเลาลงเพียงชั่วคราวแต่สุดท้ายนั้นเราก็ต้องตายอยู่ดีเพราะโรคไตเพราะเราไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด  ดังนั้นปัญหาของสังคมไทยก็เช่นกันเราไม่สามารถที่จะไปตามเก็บแก้สิ่งต่างๆนานาได้ มันก็ไม่หายไปหรอกก็ยังเกิดปัญหาต่างๆอยู่ดี

เราควรที่จะมุ่งไปแก้ที่ปัญหาจริงๆ ทีนี่ปัญหาจริงๆคืออะไร ซึ่งปัญหาตามความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เลยจะยกตัวอย่างปัญหาที่คิดว่าเป็นปัญหาจริง 3 อย่างที่ควรได้รับการแก้ไข ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขนั้น ประเทศชาติไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้หรอก

-ระบบอุปถัมภ์ เครือข่าย พรรคพวก ซึ่งทำให้เกิดการทุจริต คอรัปชั่นขึ้นอย่างมากมาย เพราะอุดมการณ์นี้นั้นคือการทำเพื่อพวกกูไม่ใช่เพื่อส่วนรวมหรือทำเพื่อประเทศชาติ ระบบอุปถัมภ์นั้นหลายๆคนคงจะรู้จักกันดี ท่านใหญ่นายโตทั้งหลายของประเทศชาตินี้ก็เป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี คนที่มีอำนาจที่สุดไม่ใช่ผู้ว่าหรือนายกรับมนตรีแต่คือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นพวกไหนก็ล้วน

แต่เป็นระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ทำเพื่อพวกตนทั้งนั้น ประเทศไทยจึงมีความเหลื่อมล้ำเยอะเหลือเกิน ซึ่งปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญและเป็นปัญหาเรื้อรังเพราะเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ดังนั้นหากอยากให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าต้องมีการทำเพื่อส่วนรวมทำเพื่อประเทศก่อนทำเพื่อพรรคพวกของตนเอง

– ประเทศไทยอากาศร้อนเกินไป เลยทำให้คนนั้นใจร้อน 86 ปีที่เราเปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตย มีการทำรัฐประหารทั้งหมด 19 ครั้ง สำเร็จแลไม่สำเร็จบ้างและมีการเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะเราใจร้อนเราไม่สามารถรอให้ระบบประชาธิปไตยทำงานของมันไปและแก้ไขปัญหาของมันไปเราไม่สามารถที่จะให้ความมั่นใจและความไว้วางใจในระบบระบอบประชาธิปไตยได้ เราเห็นสิ่งที่เราไม่พอใจและเราใจร้อนเราจึงแก้ไขปัญหาด้วยการควักปืนออกมา ใช้อำนาจ  ทำให้ประเทศเรามีการถอยหลังอยู่เรื่อยๆ ประเทศอื่นจึงแซงหน้าเราไปหมดแล้ว
– ปัญหาการศึกษา มีสองประเด็นใหญ่ๆคือ  ระบบการศึกษาไทยให้ความรู้เด็กแต่ไม่ให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่และถ้าเด็กไม่สามารถโตเป็นผู้ใหญ่ได้ความรู้นั้นจะอามาทำอะไรได้ วุฒิภาวะนั้นคืออะไรความรับผิดชอบอยู่ตรงไหน เราต้องสอนให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ และเด็กไทยไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์ เราต้องรู้ก่อนว่าที่เรายืนอยู่ตรงนี้มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาอย่างไรวิวัฒนาการอย่างไร เมื่อเรารู้เราสามารถวางแผนอนาคตได้

 การที่สังคมจะพัฒนาไปนั้นมันต้องไปทั้งสังคมเริ่มต้นด้วยการเข้าใจอดีต เรียนรู้ปัจจุบันเพื่อที่จะวางอนาคตได้และประเทสไทยจะไปได้

 

 

สนับสนุนโดย  sa gaming บาคาร่า

การเกณฑ์ทหารยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

เป็นประเด็นการเมืองที่ส่งผลถึงสังคมและความมั่นคง เมื่อมีพรรคอนาคตใหม่ โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่พ้นสมาชิกภาพ ส.ส.และได้ประกาศสละตำแหน่งกรรมาธิการทุกคณะในสภาผู้แทนราษฏร ได้ออกมาขับเคลื่อนนโยบายพรรคของตนเองกับประชาชน

เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ทำให้อนาคตของประเทศเป็นอนาคตที่มีความเท่าเทียมกันในเรื่อง “ลดลงบททหาร-เลิกเกณฑ์ทหาร” โดยก่อนหน้านี้ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปปัตย์และพรรคเสรีรวมไทยได้ประกาศนโยบายนี้ในระหว่างทางหาเสียงเลือกตั้ง

การประกาศจุดยืนและเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายธนาธร ได้สร้างแรงกระเพื่อมการเมืองไทยโดยเฉพาะฟากฝั่งพรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำรัฐบาลต้องออกมาท้วงติงวิพากษ์วิจารณ์มองการเคลื่อนไหวนี้อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยเราหรือไม่?

โดยเฉพาะการปลุกมวลชนลงถนนสร้างปัญหาให้กับประเทศอีก แต่พรรคอนาคตใหม่ยืนยันจะไม่ชักนำมวลชนลงถนนหรือก่อความขัดแย้งรุนแรงใดๆ เพราในอดีตสังคมเคยได้รับบทเรียนมาแล้ว ส่วน “ซูเปอร์โพลล์”ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนได้พบว่า ร้อยละ 61.4 ระบุจำเป็นต้องมีการเกณฑ์ทหาร ร้อยละ18.4 ระบุไม่จำเป็น และร้อยละ 20.2 ไม่แน่ใจ

ขณะที่ฝ่ายทหารระบุแนวคิดยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และสรรหากำลังพลด้วยความสมัครใจไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นแนวทางปฏิรูประบบงานกำลังพลระยะยาว โดยกองทัพทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ปัจจุบันมีการผสมผสานระหว่างระบบเกณฑ์ทหารและระบบสมัครใจควบคู่กันไป แต่จากสถิติผู้สมัครใจเป็นทหารยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของกองทัพ

ส่วนการเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการพลทหารเป็นเรื่องดี แต่อาจเป็นปัญหาภาระงบประมาณของประเทศก็ได้ กองทัพยังมีความกังวลอยู่บ้างต่อการนำเรื่องความมั่นคงไปใช้ประโยชน์ในทางการเมืองผ่านกิจกรรมต่างๆ ด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งอาจสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดกับสังคมได้

จะเห็นว่าการรณรงค์ขับเคลื่อนนโยบายของพรรคการเมืองที่คาบเกี่ยวกับกองทัพและภารกิจของทหาร ในอดีตนักการเมืองมักดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงคะแนนนิยม แต่ปัจจุบัน เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนความคิดเปลี่ยน  ประชาชนก็มีช่องทางรับข้อมูลข่าวสาร และใช้วิจารณการตัดสินใจว่าควรเชื่อหรือไม่เท่านั้นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    บาคาร่า บิกินี่

Soceity ZEN MIND แก่นของเซน 2

ถ้าเธอศึกษาอักษรวิจิตร เธอจะพบว่าคนที่ไม่ฉลาดนักมักกลายมาเป็นนักเขียนลายสือที่มีฝีมือเยี่ยมที่สุด คนที่ฉลาดกับการใช้มือ คือใช้ได้อย่างคล่องแคล่วมาก มักจะพบปัญหาหนักหน่วงยิ่งเมื่อมาถึงจุดจุดหนึ่ง นี่คือความจริงในศิลปะและในเซน และเป้นความจริงในชีวิตด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดเกี่ยวกับเซน เราจึงไม่อาจพูดได้ว่า เขาดี หรือ เขาแย่ ในความหมายของคนทั่วไป

ท่าในการนั่งซาเซนของทุกคนจะไม่เหมือนกัน สำหรับบางคนการนั่งขัดสมาธิเป้นไปไม่ได้เลย แต่แม้ว่าเธอจะไม่สามารถนั่งได้อย่างถูกต้องก็ตาม เมื่อจิตใจที่แท้จริงและแสวงหาของเธอถูกปลุกเร้า เธอก็สามารถฝึกปฏิบัติเซนได้ตามความหมายที่แท้จริงของมัน ความจริงแล้วคนที่มีปัญหาในการนั่งจะสามารถปลุกเร้าจิตใจที่แสวงหาอย่างแท้จริงได้ง่ายกว่าคนที่สามารถนั่งได้อย่างง่ายดายเสียอีก

เมื่อเรานั่งพนิจพิจารณาถึงสิ่งที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวัน เรามักจะรู้สึกละอายใจ ลูกศิษย์คนหนึ่งเขียนมาบอกฉันว่า ท่านอาจารย์ส่งปฏิทินมาให้ผม และผมพยายามปฏิบัติตามสุภาษิตในแต่ละหน้า แต่ปีใหม่ผ่านไปได้เพียงไม่กี่วัน ผมก็ล้มเหลวเสียแล้ว ท่าน โดเกน เซนจิ กล่าวว่า โชชะขุ จูชะขุ  ชะขถ โดยทั่วไปแปลว่า ความผิดพลาด หรือ ผิด โชชะขุ จูชะขุ แปลว่า การสืบต่อความผิดด้วยความผิด หรือการผิดอย่างต่อเนื่อง ท่านโดเกนบอกว่าความผิดพลาดอย่างต่อเนื่องของคนก็เป็นเซนได้เช่นกัน เราสามารถพูดได้ว่าชีวิตของพระอาจารย์เซนแต่ละคนอาจมาจากปีแล้วปีเล่าของ โชชะขุ จูชะขุ อันหมายความว่า ความเพียรพยายามมุ่งฝึกอยู่อย่างเดียวเป็นเวลาหลายปี

เป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆที่คนเรานั้นจะต้องได้รับความผิดพลาดซ้ำๆเป็นดั่งประสบการณ์และอาหารของการใช้ชีวิต ผู้ใดที่ไม่เคยผิดพลาดก็ย่อมไม่ได้มีการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน ผู้ใดที่ไม่เคยผิดพลาดก็จะไม่ได้มีการลิ้มรสของความสำเร็จด้วยเช่นกัน ดังนั้นอย่าละอายแก่ใจกับการที่ทำผิดพลาดและต่อเนื่องไปผิดพลาดอีก ก็ไม่ได้ละอาย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    sexybaccarat

วิธีระงับความโกรธ

อารมณ์โกรธ คืออารมณ์พื้นฐานชนิดหนึ่งของมนุษย์เรา ที่สามารถเกิดขึ้นได้เองชั่วขณะหนึ่ง โดยสาเหตุเกิดจากการที่ไม่พอใจหรือเมื่ออยากได้ในสิ่งใดแล้วไม่ได้ดั่งใจปรารถนา ความโกรธมีหลายระดับความรุนแรง เริ่มจากน้อยไปหามาก ถ้าเราควบคุมระดับความรุนแรงของความโกรธที่เกิดขึ้นในใจเราไม่ได้ย่อมนำมาซึ่งปัญหาหลายด้านในชีวิต เพราะฉะนั้นเราควรมาเรียนรู้วิธีที่จะทำให้เราใจเย็นลงเมื่อเวลารู้สึกโกรธใครสักคนกันคะ

1.บังคับตัวเองให้นับ 1-10 :  มีหลายคนพูดว่าเวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างให้ดีขึ้น ดังนั้นเมื่ออารมณ์โกรธถึงขั้นรุนแรงจนขนาดที่เราอยากจะตะโกนด่าออกไป หรือบางครั้งก็อยากลุกขึ้นไปทำร้ายร่างกายมัน ให้เราลองฝึกบังคับตัวเองนับ 1 ถึง 10 ช้าๆ มันเหมือนกับว่าเราได้ออกคำสั่งให้สมองของเรามาจดจ่อนับแต่ตัวเลข จนเราอาจลืมเรื่องราวที่ทำให้โกรธเมื่อกี้ไปได้ การนับเลข 1 ถึง 10 เป็นการช่วยดึงสติทำให้เรามีสมาธิ ไม่หุนหันพลันแล่นนั่นเอง

2.ทำเป็นไม่ได้ยิน : ถ้ามีใครสักคนยืนด่าเราด้วยถ้อยคำหยาบคาย ให้เราแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน หรือทำนิ่งเฉยๆไว้ เหมือนกับว่าเราไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น อย่าได้แสดงกริยาโต้ตอบออกไป คิดซะว่าเดี๋ยวเค้าเหนื่อยเค้าก็หยุดไปเอง แต่ถ้าเค้ามีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นก็ให้เราลุกขึ้นเดินหนีไปจากสถานการณ์ตรงนั้นซะเอง

 

3.นึกถีงคนอื่นให้มาก : ขณะที่เรากำลังอยู่ในอารมณ์โกรธก่อนที่เราจะลงมือทำอะไรใคร ให้เรานึกถึงหน้าคนที่เรารัก เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนสนิททุกๆคน ว่าพวกเค้าเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากการกระทำของเราหรือไม่ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เราต้องเลือดตกยางออกพวกเขาจะเสียเวลาไปดูแลเราที่โรงพยาบาลไหม หรือในกรณีเรื่องถึงตำรวจพวกเขาจะต้องเสียเวลาไปประกันตัวหรือหาเงินมาจ่ายค่าเสียหายให้เรา อย่าปล่อยให้อารมณ์โกรธเพียงเสี้ยววินาทีมาทำลายอนาคตเราเลย

4.รู้จักเอ่ยคำขอโทษ : การพูดคำว่าขอโทษไม่ใช่ว่าคนที่เป็นฝ่ายผิดต้องพูดคำนี้เสมอไป บางสถานการณ์การพูดขอโทษออกไปอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นและใจเย็นลง ทำให้การประนีประนอมเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น เวลานัดหมายกันแล้วเราเกิดเหตุอุบัติเหตุทำให้ไปถึงช้าเราก็ควรพูดคำว่าขอโทษเพื่ออีกฝ่ายที่รอเราจะได้รู้สึกดีขึ้น

5.รู้จักให้อภัย : มันอาจจะเป็นการยากสำหรับหลายๆคน แต่มันเป็นการกระทำที่ทำให้เรารู้สึกหลุดพ้นจากปัญหา แค่เรารู้จักให้อภัยพวกเค้า มองปัญหาเหล่านั้นเป็นเรื่องเล็กๆเราก็จะรู้สึกมีความสุขไม่มาเสียเวลาจมอยู่กับความทุกข์ในเรื่องที่โกรธอีกต่อไป

 

สนับสนุนโดย    Sexy Gaming

ผลกระทบของความรุนแรงในครอบครัว

        ความรุนแรงในครอบครัวทั่วไปที่เราเห็น เกิดจากความเครียดที่มีสาเหตุหลายอย่าง เช่นความเครียด จากงาน จราจร มลพิษภายในอากาศที่เราต้องทนอยู่ สิ่งแวดล้อมและสภาวะเศรฐกิจที่แย่ๆ ความเครียดเหล่านี้จะทำให้เราหมดความอดทนและพร้อมที่จะแสดงปฎิกิริยาอาการปะทะที่รุนแรงได้เสมอ

          อย่างไรก็ตาม การกระทำที่รุนแรงนี้จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ เมื่อผ่านพ้นเหตุการนี้ไปแล้วทุกคนก็ต่างก็จะคิดได้ว่าไม่ควรใช้ความรุนแรง และจะรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกขายหน้าถ้าได้ฟังคำพูดว่ากล่าวตักเตือนก็จะคิดได้และความดีที่มีอยู่ในใจ จะทำให้เกิดจิตสำนึกที่ดีขึ้นมาทันที แต่จะมีความการกระทำที่รุนแรงอีกแบบหนึ่งที่มันน่ากลัวและเป็นอันตรายต่อชีวิต คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวครอบครัว อยู่บ่อยๆ

เช่น การลงโทษลูกด้วยการตบตี ใช้วิธีข่มขู่ด้วยอารมณ์ และใช้คำพูดที่รุนแรง เหน็บแนมให้ลูกได้อับอาย และการทะเลาะกันระหว่างพ่อ-แม่ หรือสมาชิกคนอื่นๆที่เป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว ทำให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เด็กจะเอาตัวอย่างที่เราทำให้เห็นนั่นแหละมาเป็นแบบอย่าง และนำมาใช้ในวิถีชีวิตของตนเอง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้นจิตใจ และอาจทำให้เกิดผลกระทบอยู่ 2 อย่างคือ  ผลกระทบระยะสั้นและผลกระทบระยะยาว 

  • ผลกระทบระยะสั้น คือ ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ จะมีอารมณ์หงุดหงิด ไม่มีความสุข เลี้ยงยาก หวาดผวาเมื่อคนที่เคยทำความรุนแรงกับเขาเข้ามาใกล้ เด็กบางคนมีอาการ หงอย ซึม ไม่สนใจใคร ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส ถ้าเด็กเหล่านี้โตขึ้นจะมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ไม่มีความสุข ถ้าได้โกรธใครก็จะระงับอารมณ์ ไม่อยู่ ชอบใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อน หรือสัตว์เลี้ยง  แต่ถ้าเด็กโต นอกจากจะหงุดหงิดง่าย ไม่มีความสุขแล้วยังส่งผลให้การเรียนต่ำลง สมาธิและความสนใจลดลง เบื่อหน่ายไม่อยากเรียน มีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อฟังคำสั่งครู ไม่ยอมทำตามข้อบังคับของโรงเรียนและสังคม 
  • ผลกระทบระยะยาว คือ เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยวิธีรุนแรง หรืออยู่ในบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง จะทำให้เขารู้สึกว่าสังคมแรกที่ไม่ดีก็คือสังคมในบ้าน เด็กอาจจะเป็นคนก้าวร้าวชอบใช้ความรุนแรง การที่เด็กได้รับความรุนแรงอย่างมากๆจะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคมได้

          การใช้ความรุนแรงในครอบครัวมีผลบกระทบต่อสภาพจิตใจ และพัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพของเด็กเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าเราไม่ช่วยกันลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวให้หมดไป หรือทำให้ปัญหานี้น้อยลง ในที่สุดแล้วเราก็จะได้ประชากรที่ชอบใช้ความรุนแรงเวลาไปไหนมาไหนก็จะไม่มีสบายใจ และถ้าเราใช้ความรุนแรงด้วยการตบตีลูกของเรา วันข้างหน้าลูกของเราก็จะทำแบบนี้กับหลานของเราต่อไป เราควรจะมอบความรักความเมตตาให้แก่พวกเขาและลูกๆของเราจึงจะมีความสุขและในที่สุด และในที่สุดสังคมและประเทศชาติบ้านเมืองก็จะมีความสุขด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  gclub

ขี่รถจักรยานยนต์ลากเท้าโชว์กลางถนนจังหวัดเพชรบูรณ์

             ก่อนหน้านี้ได้มีคลิปที่มีการแชร์ต่อๆกันมากจากคนที่ไปท่องเที่ยวที่จังหวัดเพชรบูรณ์เกี่ยวกับวัยรุ่นสองคนที่ขี่รถจักรยานยนต์อยู่บนท้องถนนแต่ในภาพจะเห็นว่าคนที่อยู่ด้านหลังแทนที่จะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ดีๆกลับแสดงความห้าว คึกคะนองด้วยการโชว์สเต็ปการลากเท้าสลับกันไปมาบนพื้นถนนในขณะที่รถจักรยานยนต์ยังวิ่งอยู่

ซึ่งเมื่อผู้คนในสังคมได้เห็นคลิปนี้ต่างก็มาพูดวิจารณ์คลิปนี้กันอย่างมากมายว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม การที่วัยรุ่นทั้งสองกำลังกระทำอยู่ว่าเป็นการกระทำด้วยความประมาทหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ทั้งสองคนจะได้รับอันตรายเท่านั้นคนอื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็อาจจะได้รับอันตรายด้วยเช่นกัน การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกระทำที่ประมาทเป็นอย่างมากไม่นึกถึงคนอื่นเลย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นคนถ่ายคลิปดังกล่าวแล้วนำมาโพสต์ลงเฟสบุ๊ก และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เห็นคลิปดังกล่าว

จึงมีการไปหาเบาะแสว่าใครที่เป็นขี่จักรยานยนต์อันตรายดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันสามารถติดตามตัวมาได้แล้วโดยพบว่าเด็กวัยรุ่นทั้งสองคนเป็นญาติกัน คนที่ขี่รถจักรยายนต์เพื่อนน้องอายุ 12 ปีส่วนคนที่โชว์สเต็ปเท้าไฟบนถนนนั้นเป็นพี่อายุ 15 ปี โดยจักรยานยนต์ที่ทั้งสองนำมาขับขี่นั้นเป็นของคุณตาของเด็กทั้งสองคนเอง อายุ 70 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวทั้งเจ้าของรถจักรยานยนต์และเด็กวัยรุ่นทั้งสองคนเดินทางมาที่โรงพักพร้อมทั้งแจ้งข้อหากับเด็กวัยรุ่นทั้งสองในข้อหา  ขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

ซึ่งความผิดที่เด็กวัยรุ่นทั้งสองคนร่วมกันทำเป็นความผิดตาม พรบ. การจราจรทางบก  พ.ศ. 2522  มาตรา 43(4)  ซึ่งทางตำรวจเองไม่ได้จับติดคุกหรือเรียกค่าปรับแต่อย่างใดเพราะเห็นว่าทั้งสองคนยังเด็กมากนัก จึงทำเพียงว่ากล่าวตักเตือนไปเท่านั้น ซึ่งวัยรุ่นทั้งสองคนก็ยอมรับผิดกับสิ่งที่ทำลงไปและรับปากกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการเปลี่ยนวิธีการขี่รถจักรยานยนต์ให้ดีขึ้น ไม่ขี่แบบเดิมและไม่ขี่ให้หวาดเสียวต่อคนอื่น

         เพราะตัวเด็กเองก็ยังเป็นเด็กผู้ปกครองที่ดูแลทั้งสองคนก็แก่ชรามาแล้ว การดูแลอบรมสั่งสอนอาจไม่ทั่วถึง ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำเพียงการว่ากล่าวตักเตือนถือว่าทำถูกแล้ว เด็กอาจจะทำด้วยความคึกคะนองจริงในความผิดครั้งนี้แต่หากว่ามีครั้งต่อไปอีกก็ควรจะจับกุมหรือให้จ่ายค่าปรับเพื่อให้เด็กรู้ว่าหากทำผิดแล้วจะโดนกฎหมายลงโทษอย่างไรเพื่อให้เข้าหลาบจำไม่ทำผิดซ้ำซากอีก

 

ขอขอบคุณ  เว็บพนันบอล ดีที่สุด 2020  ที่ให้การสนับสนุน

สังคมความแตกต่างทางครอบครัว

หลายอย่างที่เกิดขึ้นในครอบครัวหรือว่าความแตกต่างระหว่างครอบครัวนั้นเป็นอะไรที่จะต้องมาเปรียบเทียบกัน ตัวของคุณนั้นเคยที่คิดและสงสัยไหมว่าทำไมเรานั้นต้องไปเหมือนกับครอบครัวของคนอื่นนั้นด้วยเพราะว่าครอบครัวแต่ละครอบครัวนั้นแตกต่างกันอย่างมากเช่น บางครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวที่เรียนเก่งมากลูกเขานั้นเรียนเก่ง จึงทำให้เรานั้นมองกลับมาว่าทำไมลูกเรานั้นเรียนไม่เก่งเหมือนกับลูกเขานะเพราะอะไร

และก็ไม่มีมาตรฐาน ว่าการที่เรานั้นมีลูกที่เรียเก่นนั้นจะทำให้ลูกและครอบครัวเรานั้นจะมีความสุข  เพราะว่าแต่ละบ้านนั้นหรือว่าบางครอบครัวนั้นมีลูกที่ไม่เรียนหนังสือที่ไม่เก่งออกจะเป็นเด็กที่เกเร แต่ว่าก็เรียนจบ มีงานการทำ  แต่ว่าเด็กที่เรียนเก่น  พ่อแม่มีฐานะ แต่ลูกนั้นเรียนไม่จบ ก็มีเยอะแยะไป ดังนั้นเราจึงจะมาวัดว่าการที่เรานั้นมีลูกเรียนเก่งแล้วเป็นฐานว่าลูกเรานั้นจะโตไปเป็นคนดีของสังคมอันนี้ก็ไม่เสมอไป

ดังนั้นเราจึงไม่อยากให้ใครนั้นเอามาเป็นตัววัดว่าครอบครัวของใครนั้นดี ของครอบเรานั้นไม่ดี หรือว่าจะเป็นอีกอย่างที่บางครอบครัวนั้นพ่อบ้านต้องไปมีแม่บ้านอีกคน แล้วจะมาบอกว่าครอบครัวนั้นไม่ดีเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีอันนี้ก็ไม่ถูกเพราะว่าเรานั้นคิดว่าการที่ครอบครัวแต่ละครอบครัวนั้นต้องมีปัญหากันแทบจะทุกครอบครัวและไปบอกว่าครอบครัวนั้นไม่ดีให้เอาครอบครัวนี้เป็นตัวอย่างนั้นไม่ได้ 

การที่เรานั้นจะมาว่าหรือจะเอาข้อดีของแต่ละครอบครัวนั้นมาเป็นตัวอย่างนั้นให้เรานั้นเอาแต่ข้อดีของเขามาส่วนเรื่องอะไรที่ไม่ดีนั้นเราก็ไม่ต้องยกมาเป็นประเด็นเราอยากให้เรามองว่าครอบครัวของเรานั้นถึงลูกจะเรียนไม่เก่ง แต่ว่าลูกเรานั้นก็เรียนจบ  และก็มีงานทำ โตไปเป็นคนในสังคมที่ดีแค่นี้คนที่เป็นพ่อแม่นั้นก็มีความสุขแล้ว 

 ผมนั้นอยากให้พ่อแม่นั้นลองเปลี่ยนในการมุงมองใหม่ กับเรื่องราวความแตกต่างกับครอบครัว ของเราเองและคนอื่น เพราะว่าการศึกษานั้นไม่ได้เป็นหลักวัดว่าคุณนั้นจะเป็นหรือว่าใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพนั้นได้หรอก เพราะว่าการศึกษานั้นไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่จะตัดสินหรือว่ากำหนดได้ว่าโชคชะตา คนรวยในเมืองไทยนั้นที่เรียกว่าถึงระดับเจ้าสัวหลายคนนั้นก็ไม่ได้เรียนหนังสือ  

 หรือว่าเป็นเรื่องความแตกต่างในเรื่องของเงิน ให้เรานั้นคิดใหม่ว่าครอบครัวของเรานั้นหารายได้ไม่ได้มากอย่างครอบครัวคนอื่น แต่ว่าเรานั้นสามารถที่จะวางแผนการใช้จ่ายให้เพียงพอ กับการที่เรานั้นจะใช้จ่ายรายวันแค่นี้ก็ดีกว่าครอบครัวอื่นแล้ว  ผมนั้นอยากให้คุณนั้นกลับย้อนคิดอะไรใหม่ ให้เรานั้นเลือกมองแต่สิ่งที่ดีไม่เอาจุดความแตกต่างของแต่ละครอบครัวนั้นมาแบ่งกัน ให้เรานั้นคิดว่าการที่เรานั้นใช้ชีวิตให้มีความสุขนั้นเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet auto

อยากรู้ไหม ถ่ายรูปอย่างไรให้ดูสวย

          สมัยนี้การถ่ายรูปไม่ต้องทำอะไรมากนักเพียงแค่โหลด app ที่สามารถแต่งรูปให้สวยมาได้ จากคนที่หน้าตาธรรมดาจะกลายเป็นคนสวยหุ่นดีในทันที แต่จะดีกว่าไหมหากเราถ่ายรูปแล้วเอาไปโพสต์ให้คนอื่นเห็น เราคนชมว่าสวยโดยที่เราไม่ต้องผ่าน app มาสักร้อย app หรือผ่านการเลือกรูปมาเป็นร้อยรูปกว่าที่เราจะได้รูปดีๆมาสักใบ

วันนี้เราจึงแนะนำวิธีการดีๆมาฝากกันว่าจะทำให้อย่างไรให้เราสวยตั้งแต่รูปแรกที่ถ่ายโดยไม่ต้องพึ่ง app หรือผ่านการคัดสรร เป็นร้อยรูปกันดี

  1. หากถ่ายรูปแนะนำให้หันหน้าทางด้านซ้ายเข้าหากล้องเพราะมีการวิจัยออกมาแล้วว่าการหันซ้ายถ่ายรูปจะช่วยให้รูปหน้าของเราดูดีและสวยขึ้น
  2. หากต้องถ่ายรูปแบบ เซลฟี่พยายามอย่าอยู่ใกล้กล้องหรือพยายามอย่าเป็นคนที่จับกล้องเอง หากเราเป็นคนที่อวบอ้วนอยู่แล้วด้วยให้ขอเปลี่ยนกับคนอื่นที่เขามีใบหน้าผอมเพรียวไปสลับแทนกับเรา ยิ่งเราอยู่ใกล้กล้องมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งตัวใหญ่มากเท่านั้นนะจะบอกให้
  3. และหากเราต้องการที่จะถ่ายรูปแบบให้เห็นรูปร่างของเราแบบเต็มตัว Chriselle Lim ซึ่งเป็นแฟชั่นบล็อกเกอร์ได้บอกเอาไว้ว่า อย่าถ่ายรูปตรง ให้เราเลือกการตั้งกล้อง จากจุดที่ต่ำเพื่อที่เวลาที่รูปถ่ายออกมาจะช่วยทำให้เราดูสูงและเพรียวขึ้น 
  4. การถ่ายรูปควรเอียงหัวเล็กน้อยเข้าหากล้อง เพราะการเอียงด้านข้างเล็กน้อยจะช่วยให้รูปหน้าของเราเรียวขึ้น ดีกว่าการมองกล้องตรงๆที่จำทำให้หน้าเราดูตัน
  5. ส่วนใครที่ชอบนั่งถ่ายรูป ให้ถ่ายกล้องจากมุมสูงและเอียงหน้าหากล้องนิดหน่อยจะทำให้รูปหน้าของคุณสวยเพรียวมากๆ 
  6. และถ้าหากเราถ่ายรูปของเราคนเดียวไม่ได้ถ่ายร่วมเฟรมกับเพื่อนคนไหนแล้วละก็ ให้ตัดภาพของเราให้เต็มเฟรม เพราะมันจะเป็นการสร้างมิติให้กับรูป
  7. ปกติบางครั้งเวลาถ่ายรูปเรามักจะเห็นแสงสีแดงในดวงตา สามารถแก้ไขได้ด้วยการหันขวามือก่อนที่จะหันกลับมาถ่ายรูปเพื่อเป็นการลดภาพการสะท้อนของแสงเข้ามาในดวงตา
  8. สมัยก่อนเวลาถ่ายรูปเรามักจะให้พูดว่า ชีส ในการถ่ายรูปหน้าแต่มาครั้งนี้ให้พูดคำว่ามันนี่ดีกว่าค่ะ เพราะยิ้มของคุณจะดูเป็นธรรมชาติมากว่า ทำให้รูปที่ถ่ายออกมาสวยงามมากว่า รอยยิ้มแบบธรรมชาติที่สามารถทำได้อีกอย่าคือ ให้หลับตาก่อนถ่ายรูปแล้วหายใจเข้าลึกๆ เสร็จแล้วลืมตา พอได้ยินเสียงกดชัตเตอร์ก็พูดมันนี่ทันทีเลยค่ะ รับรองสวยธรรมชาติแน่นอน

 

ขอขอบคุณ  สมัคร Sagame ฟรี

หนุ่มป่วยจิตแทงญาติตัวเองจนเสียชีวิต

หนุ่มป่วยจิตแทงญาติตัวเองจนเสียชีวิต เหตุเพราะเห็นต่างเรื่องเชื้อไวรัสโควิด-19

  ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งมีเหตุฆ่ากันตายจนถึงแก่ความตายเมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุที่อยู่บริเวณหลังชุมชนวัดพระบรมธาตุไชยาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่าผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือดเสียชีวิตตายคาที่โดยมีร่องรอยการถูกแทงไปทั้งหมด 14 แผลด้วยกันเป็นผู้ก่อเหตุนั้นก็เป็นญาติกันเองซึ่งยืนรอมอบตัวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในจุดเกิดเหตุโดยทางผู้ก่อเหตุแต่เราให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าตนเอง

และผู้เสียชีวิตเป็นญาติพี่น้องกันระหว่างนั่งคุยกันอยู่นั้นเกิดมีปากเสียงโต้เถียงกันในเรื่องของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า   ซึ่งการเขียนการนั้นเป็นข้อความที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันทำให้ตนเองรู้สึกโมโหจึงได้ใช้มีดที่พกติดตัวอยู่ก็นำทางไปที่ญาติคนดังกล่าวจนเสียชีวิตแล้วจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและมอบตัวดูเหตุการณ์ในครั้งนี้ 

พี่สาวของผู้เสียชีวิตได้เล่าให้ฟังว่าผู้เสียชีวิตมีศักดิ์เป็นพี่ชายของผู้ก่อเหตุโดยผู้ก่อเหตุเองนั้นมีอาการทางประสาท  และมีประวัติเคยใช้มีดตัดคอแม่ของตนเองจนเกือบเสียชีวิตมาแล้วช่วงหลังมานี้ผู้ก่อเหตุมักจะมีอาการหลอนได้ขี้หงุดหงิดง่ายในวันดังกล่าวไม่มีใครทราบเรื่องว่าทั้งสองคนโต้เถียงกันรุนแรงมากแค่ไหนแต่ทั้งผู้ก่อเหตุและว่าเถียงกันด้วย

เรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าและเมื่อเถียงไม่ได้ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดจึงได้ใช้มีดที่อยู่กับตัวแทนเข้าไปที่ผู้เสียชีวิตหลังจากนั้นก็ยืนรอมอบตัวซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้มีการจับกุมตัวไปและแจ้งข้อหาตั้งใจฆ่า   การที่เราจะใช้ชีวิตอยู่กับคนที่มีอาการทางจิตนั้นควรจะต้องพาเขาไปรักษาและพยายามควบคุมดูแลให้เขากินยาอย่างสม่ำเสมอเพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คนมีอาการทางจิตขาดยาอาการของเขามักจะเริ่มไม่รู้ตัว

ซึ่งผู้ป่วยอาการทางจิตจะสามารถจะทำการรุนแรงอะไรก็ได้โดยที่เราคาดไม่ถึงเนื่องจากว่าในขณะนั้นเขาอาจจะขาดสติดังนั้นถ้าเห็นว่าญาติเราที่มีอาการป่วยทางจิตมีอาการรุนแรงมากจนไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ควรจะพาเขาไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจนกว่าอาการจะดีขึ้นและคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้

เพราะการที่เราต้องอยู่ร่วมชายคากับคนที่สติไม่ดีนั่นหมายถึงว่าเราเสี่ยงมากที่จะเสียชีวิตในเมื่อไหร่เมื่อหนึ่งก็ได้หากเกิดคนเสียสติคลุ้มคลั่งขึ้นมาหรือแม้แต่เขาลืมกินยา ดังนั้นทางที่ดีที่สุดหากพบว่ายากของตนเองหรือบุคคลใกล้เคียงของตนเองมีอาการทางประสาทควรจะนำตัวไปปรึกษาแพทย์ซึ่งแพทย์จะเป็นคนพิจารณาเองว่าสามารถรับตัวกลับมาอยู่ที่บ้านแล้วกินยาได้หรือไม่หรือจำเป็นต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเท่านั้นเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนข้างเคียง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ