Posted in

ทำไมระบบกักเก็บน้ำใต้ดินถึงถูกห้ามใช้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก?

ทำไมระบบกักเก็บน้ำใต้ดิน ลองจินตนาการถึงระบบการเกษตรที่คุณสามารถปลูกพืชผักหรือทำสวนได้โดยไม่ต้องจับสายยางรดน้ำเลยเป็นเวลาแรมปี ดินยังคงความชื้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้นไม้เจริญเติบโตงอกงามและให้ผลผลิตสูงกว่าการเกษตรทั่วไปหลายเท่าตัว

โดยใช้น้ำน้อยลงกว่าเดิมถึง 80–90% ระบบที่ฟังดูเหมือนปาฏิหาริย์นี้มีอยู่จริง มักรู้จักกันในกลุ่มเทคโนโลยี ระบบกักเก็บน้ำใต้ดินประสิทธิภาพสูง หรือกลุ่มเทคโนโลยีฝังกล่องกักเก็บน้ำอัจฉริยะใต้รากพืช

 

แต่คำถามที่น่าฉงนใจก็คือ ในเมื่อมันดีต่อโลกและช่วยประหยัดน้ำขนาดนี้ ทำไมระบบนี้กลับถูกควบคุม จำกัดการใช้ หรือถึงขั้น ถูกห้าม ในหลายพื้นที่ทั่วโลก? เหตุผลไม่ได้มาจากทฤษฎีสมคบคิด แต่เป็นเรื่องของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเชิงลึกและข้อกฎหมายที่คาดไม่ถึง ดังนี้

  1. วงจรน้ำในธรรมชาติถูกตัดขาด 

หัวใจของระบบนี้คือการสร้าง ชั้นกักเก็บที่ไร้การรั่วซึม ใต้ดิน เพื่อบล็อกไม่ให้น้ำซึมหายไปในดินชั้นลึก ทว่าในทางกฎหมายน้ำของหลายประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกาหรือออสเตรเลีย) น้ำฝนที่ตกลงมาจะต้องซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การที่ฟาร์มใดฟาร์มหนึ่งดักน้ำไว้ทั้งหมดไม่ให้ไหลเวียน ถือเป็นการ ขโมยน้ำจากระบบนิเวศ ทำให้ระดับน้ำบาดาลในพื้นที่นั้นลดลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำในชุมชนรอบข้าง

 

  1. ปัญหาวิกฤตดินเค็มเร่งด่วน 

การที่ระบบสามารถอยู่ได้เป็นปีโดยไม่ต้องรดน้ำ แปลว่าน้ำจะระเหยออกทางใบพืชและหน้าดินเท่านั้น แต่น้ำในธรรมชาติไม่ได้บริสุทธิ์ 100% มันมีแร่ธาตุและเกลือละลายอยู่ เมื่อน้ำระเหยออกไปเรื่อย ๆ

โดยไม่มีน้ำใหม่ปริมาณมากมา ชะล้าง  แร่ธาตุเหล่านั้นลงสู่ดินชั้นลึก เกลือจะสะสมเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ใต้รากพืช ภายในเวลาไม่กี่ปี ดินในระบบนี้จะกลายเป็น ดินเค็มจัด จนไม่สามารถปลูกอะไรได้อีกเลย และการบำบัดรักษาดินให้กลับมาดีดังเดิมทำได้ยากมหาศาล

 

  1. การปนเปื้อนของสารเคมีและภาวะขาดออกซิเจน

เนื่องจากระบบกักเก็บน้ำใต้ดินเหล่านี้มักใช้วัสดุจำพวกพลาสติกโพลีเมอร์พิเศษ หรือโครงสร้างกักน้ำที่ไม่ระบายออก หากมีการใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง สารเคมีเหล่านั้นจะถูกขังอยู่ใต้ดินในปริมาณเข้มข้น ไม่สามารถเจือจางได้ตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ การที่น้ำขังอยู่ใต้ดินเป็นเวลานานโดยไม่มีการถ่ายเท จะทำให้เกิดภาวะ ดินขาดออกซิเจน ส่งผลให้แบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจนเจริญเติบโต เกิดแก๊สไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งเป็นพิษต่อรากพืชและทำลายโครงสร้างจุลินทรีย์ที่ดีในดินไปโดยสิ้นเชิง

 

 แม้ว่าระบบนี้จะตอบโจทย์เรื่องการประหยัดน้ำและสร้างผลผลิตได้อย่างน่าทึ่งในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันกลับสร้าง รอยแผล ไว้ให้สิ่งแวดล้อม

ทั้งการแย่งชิงน้ำจากระบบใต้ดิน การสะสมของสารเคมี และวิกฤตดินเค็ม ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกจึงต้องออกกฎหมายห้ามหรือควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องความมั่นคงทางนิเวศวิทยาในระยะยาวนั่นเอง

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    เครื่องช่วยฟัง ดิจิตอล