ข่าวเด็กนักเรียนชั้น ม.1เอาปืนมายิงหัวเพื่อนที่โรงเรียน

ข่าวเด็กนักเรียนชั้น ม.1เอาปืนมายิงหัวเพื่อนที่โรงเรียน

ข่าวเด็กนักเรียนชั้น ม.1เอาปืนมายิงหัวเพื่อนที่โรงเรียน เสียชีวิตเพราะแค้นทีชอบล้อว่าเป็นตุ๊ด

          ข่าวเด็กนักเรียนชั้น ม.1เอาปืนมายิงหัวเพื่อนที่โรงเรียน มีรายงานข่าวมาว่าที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี มีเหตุยิงกันตาย โดยผู้เสียชีวิตและผู้ก่อเหตุเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1ทั้งคู่และที่สำคัญทั้งสองคนเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ปัจจุบันสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ซึ่งได้สารภาพว่าได้เป็นคนก่อเหตุจริง โดยได้ขโมยปืนของพ่อมาใช้ก่อเหตุ ส่วนสาเหตุที่ต้องยิงเพื่อนนั้นเพราะเขารู้สึกโกรธเพื่อนชายคนนี้มาก

เพราะชอบตบหัว และล้อเลียนว่าเขาเป็นตุ๊ดหรือไม่ก็เป็นเกย์ ตลอดสร้างความอับอายให้กับเขามานานแล้ว จนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวจึงลงมือเอาปืนมายิงหัวเพื่อนตอนที่เพื่อนก้มลงถอดรองเท้าเพื่อจะเข้าห้องเรียน หลังจากนั้นก็จะวิ่งหลบหนีแต่มาถูกจับกุมได้เสียก่อน

          จากข่าวที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะเด็กคนที่ก่อเหตุถูกกระทำมาก่อนเป็นเวลานาน จึงทำให้มีความแค้นฝังใจ และเมื่อความอดทนสิ้นสุดลง จึงทำการก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว ถึงแม้ว่าปัจจุบันสังคมของไทยเราจะเปิดกว้างและยอมรับการเปิดเพศที่สามกันบางแล้ว แต่สำหรับเด็กๆบางคนอาจจะยังสับสนว่าตัวเองเป็นหรือไม่เป็นเกย์ การที่ถูกเพื่อนล้อเลียนจึงเป็นการสร้างความอับอายให้กับเด็กที่ถูกล้อ เพราะเด็กบางคนเมื่อตอนเป็นเด็กมีนิสัยกระตุ้งกระติ้ง แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้ชายเต็มตัว สามารถแต่งงานมีลูกได้ นั่นก็เพราะตอนเด็กเขาแค่กำลังรู้สึกสับสนว่าเขาจะเป็นหญิงหรือชายดี ที่เป็นเช่นนี้

อาจจะเพราะเพื่อนในชั้นเรียนส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิงจึงติดนิสัยของเพื่อนมา แต่เมื่อโตขึ้นสังคมกว้างขึ้น ได้เจอเพื่อนผู้ชายเยอะขึ้น ความเป็นตัวของตัวเองก็กลับมาได้ แต่บางคนรู้ตัวของตัวเองว่าชอบการเป็นผู้หญิง รักการแต่งหน้าทาปาก เด็กกลุ่มนี้หากที่บ้านยอมรับได้ เมื่อมาอยู่ในสังคมที่โรงเรียนเขาก็จะไม่อายใคร และถึงแม้จะมีบางคนล้อเลียนการเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ของเขา เขาก็จะรู้สึกเฉย เพราะเขารู้ว่าสังคมครอบครัวยอมรับเขาได้ เขาจะมีกำลังใจจากที่บ้านมาเป็นภูมิป้องกันความอาย แต่หากเด็กคนไหนที่ที่บ้านยังไม่ได้เปิดกว้างหรือยังไม่ยอมรับกับการเป็นเพศที่สาม

หากเขาถูกล้อเลียนเมื่อไหร่จะเป็นการสร้างความอับอายให้เขาทันที  ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาเหมือนครั้งนี้ หรือหากไม่รุนแรงมากนักก็จะเป็นการชกต่อยกันได้ ดังนั้น สังคมที่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กได้มากที่สุดไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่คือสังคมของครอบครัวถ้าเด็กได้รับความรักความเข้าใจจากครอบครัวเขาจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอื่นได้อย่างมีความสุข